เมื่อคนไทยจากประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลก (ซะที่ไหนล่ะ) ต้องทำเรื่องขอลี้ภัยการเมือง

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
29 พฤษภาคม 2557

ข้อ 14 แห่งปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บัญญัติไว้ว่า "บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการกดขี่ข่มเหง สิทธินี้จะกล่าวอ้างมิได้ ในกรณีการฟ้องคดี ซ่ึงโดยความจริงเกิดจากความผิดที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือจากการกระทําที่ขัดต่อความมุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ"

ขอเล่าที่มาที่ไปสักนิด

จริงๆ มันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่าคนไทยจะต้องลี้ภัยการเมือง คิดว่าทั้งกับผมเองเมื่อต้องตัดสินใจไม่กลับบ้านหลังเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2553 และพวกเราหลายคน ณ ขณะนี้ที่ต้องคิดลี้ภัยหลังการรัฐประหารในปี 2557 ต่างก็รู้สึกเหน็บหนาวในหัวใจว่า แม้แต่ในยุค พ.ศ. 2557 นี้แล้วก็ตาม ในขณะที่ทุกประเทศเผด็จการ (ยกเว้นเกาหลีเหนือ) หันมายอมรับกันแล้วว่าในท้ายที่สุด การเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย คือการนำพาชาติพัฒนาที่ดีที่สุด

ชาติสุดท้ายในหมู่เพื่อนบ้านเราที่ตัดสินใจหันหน้ามาคุยกับพรรคการเมือง และค่อยๆ ปรับทัศนคติทหาร ให้ยอมรับกติการการเลือกตั้งกันมากขึ้น คือเผด็จการทหารของพม่าที่ครองอำนาจมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 ที่ทนแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจจากการปิดประเทศ และจากการคว่ำบาตรจากนานาชาติไม่ไหว จึงจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกอีกครั้งเมื่อปี 2554 – 2555 (หลังจากการลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในปี 2531 และทหารล้มการเลือกตั้งปี 2533 พร้อมกับจับแกนนำพรรค และนักศึกษากว่า 2000 คุมขังมายาวนาน) โดยยอมปล่อยตัวและยอมให้อองซานซูจี ที่ถูกทหารยึดอำนาจและจองจำเธอร่วม 20 ปี เข้าร่วมลงแข่งขันในการเลือกตั้งในท้ายที่สุด ในปี 2555 แม้ว่าการเลือกตั้งพม่าจะยังถูกคุมและอยู่ในอำนาจของรัฐบาลทหาร และยังไม่แฟร์และไม่ฟรีอย่างแท้จริง แต่กระบวนการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยของพม่าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

กลับมาดูประเทศไทย ประเทศที่มีที่ท่าว่าจะฉายแววแห่งการเป็นผู้นำ ทั้งทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และทางด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อประชาชนสามารถโค่นเผด็จการทหารสุจินดา คราประยูร ลงได้ในปี 2535 และจัดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนครั้งแรกในปี 2540 แต่กลับหกล้มคว่ำคะมำมาตลอดนับตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะสามารถรับมือกับวิกฤตฟองสบู่แตกในปี 2540 ได้ก็ตาม ไปกับการถูกทำรัฐประหารช็อคโลกในปี 2549/2551 และรัฐประหารที่ทำให้โลกตาสว่างโร่ในปี 2557

เพื่อแสดงความรักต่อองค์พระประมุข พรรคการเมืองทั้งค่ายชินวัตรและค่ายประชาธิปัตย์ ต่างก็งัดกฎหมายมาตรา 112 ขึ้นมาใช้แข่งกันแสดงความจงรักภักดี เพื่อชิงดีชิงเด่นกันว่าใครภักดีมากกว่ากัน ในหมู่ประชาชนก็เช่นกัน ก็ใช้มาตรา 112 มาห่ำหั่นกันเพื่อยืนยันว่าใครจงรักภักดีมากกว่ากัน ... จนทำให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพุ่งสูงขึ้นและพุ่งสูงสุดเกือบปีละ 500 คดีในช่วงปีแห่งการปราบปรามคนเสื้อแดงในปี 2553 ทั้งนี้ไม่รู้ว่า หลังจากรัฐประหาร 2557 นี้ การใช้มาตรา 112 ต่อผู้คนที่คิดต่างในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นมากขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ คณะรัฐประหารออกคำสั่งที่ี 37 ให้คดีมาตรา 112 ขึ้นตรงต่อศาลทหาร (ศาลปกติธรรมดาคดีมาตรา 112 ก็แทบไม่มีโอกาสแก้ต่าง ในศาลทหารนี่คงพูดได้ว่า หมดโอกาสแก้ต่างกันเลยทีเดียว)

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ได้พยายามกระเสือกกระสน ขอมีพื้นที่หายใจภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แต่ก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจกระบอกปืนภายใต้พระปรมาภิไธยอีกจนได้ มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผู้คนที่มีหมายจับเพราะมาตรา 112 หรือหมายเรียกไปรายงานตัวกับรัฐประหาร ที่ไม่ต้องการไปรายงานตัว จำต้องเลือกที่จะลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ

เรื่องราวการอยู่สู้การเมืองไทยที่ต่างประเทศ และการขอลี้ภัย เพื่อว่าอาจจะมีประโยชน์กับผู้ที่ต้องการลี้ภัยจากเมืองไทยบ้างไม่มากก็น้อย

2553 – 2556

เหตุการณ์ทหารปราบปรามประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในปี 2553 ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามเรื่องนิยามและความหมายแห่ง "ความรักฯ" ช่วงนั้นผมได้รับเชิญมาพูดเรื่องปัญหาคนงานเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์จึงอยู่ที่ยุโรป จึงเดินทางออกจากประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2553 เมื่อทนเห็นความโหดร้ายของทหารในการปราบปรามประชาชนไม่ได้ 16 พฤษภาคม ผมจึงทำการรณรงค์รายชื่อยื่นสหประชาชาติเรียกร้องให้ทหารหยุดการสังหารประชาชน และตัดสินใจเขียน "ทำไมถึงไม่รักฯ" ซึ่งเป็นบทความที่แรงมากในตอนนี้ จนหลายคนเตือนผมเรื่องกลับประเทศไทย ผมจึงตัดสินใจอยู่รอดูท่าทีทางการเมืองที่ยุโรปจนกว่าวีซ่าจะหมด ... แต่เมื่อเห็นผู้คนทยอยถูกจับเข้ากรงขังในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพมาตรา 112 หลายคนในช่วงนั้น ผมจึงทำเรื่องต่อวีซ่าอยู่ต่อที่ประเทศฟินแลนด์

เนื่องจากผมเดินทางเข้าออกยุโรปเกือบทุกปี นับตั้งแต่ปี 2542 เพื่อมาร่วมประชุมกับองค์กรที่นี่ มาประท้วงการละเมิดสิทธิแรงงานไทย หรือ มาบรรยายเรื่องปัญหาแรงงานในเวทีนานาชาติ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องการขอวีซ่ายุโรป เป็นอย่างดี ผมจึงตัดสินใจไม่ขอลี้ภัยทางการเมืองในทันที และใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพยายามรณรงค์เรื่องปล่อยนักโทษการเมือง ยกเลิกมาตรา 112 พร้อมกับเฝ้ารอว่าพลังประชาชนเสื้อแดงจะเอาชนะและส่งพรรคค่ายพลังประชาชนเข้าสู่การเมืองได้สำเร็จหรือไม่

นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2553 จนถึงกันยายน 2556 ผมจึงอยู่ด้วยวีซาประเภท "อยู่อาศัยชั่วคราว ประเภทอื่น" ซึ่งผมระบุว่าเป็น "นักเขียนพึ่งตัวเอง" และผมก็ไม่เดือดร้อนเรื่องสถานภาพ ยังเป็นพลเมืองไทยเต็มขั้น ที่อยู่อาศัยในประเทศฟินแลนด์เพื่อทำงานเขียนและวิพากษ์การเมืองไทยโดยไม่เซนเซอร์ และเดินทางได้ทั่วทุกประเทศยุโรปเพื่อพยายามพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากมาตรา 112

เมื่อ ครม. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นรัฐบาลโดยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย (อีกแล้ว) ในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 แต่กลับเมินเฉยต่อกระแสเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ให้ยกเลิกมาตรา 112 และให้ปฏิรูปโครงสร้างการเมืองโดยให้เป็นประชาธิปไตยโดยทันที และทุ่มเวลาซื้อใจฝ่ายเจ้า ตลอดจนเดินสาย 40 ประเทศทั่วโลกในระยะ 2 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและหาเงินกู้มาพัฒนาประเทศ ... พวกเราทั้งหลายทั้งเมืองไทยและที่ต่างประเทศจึงยังคงต้องรณรงค์กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองและยกเลิกมาตรา 112 กันต่อไป
ทั้งนี้ผมได้วิพากษ์มาตลอดนับตั้งแต่ยิ่งลักษณ์ ขึ้นบริหารประเทศว่า นโยบาย "เศรษฐกิจก่อนประชาธิปไตยทีหลัง" เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์การเมืองที่ผิดพลาดของพรรคเพื่อไทย และเงินกู้ต่างๆ ที่เธอไปทำเรื่องเจรจากู้มา จะเป็นการกู้มาให้รัฐประหารใช้เท่านั้นเอง

กันยายน 2556 สุดที่จะยื้อ ต้องทำเรื่องขอลี้ภัยการเมือง

เนื่องจากในปลายปี 2555 และต้นปี 2556 มีเพื่อนฝูง 3 กลุ่มที่ช่วยเหลือในการจัดพิมพ์หนังสือ "แรงงานอุ้มชาติ" ถูก DSI เชิญตัวไปสอบปากคำในความสัมพันธ์กับผม เพราะว่าผมมีคดีมาตรา 112 โดยเจ้าของคดีคือกระทรวง MICTดังนั้นก่อนที่วีซ่าจะหมดอายุ ผมจึงขอให้ผู้ที่นับถือในเมืองไทยให้ช่วยเช็คว่าผมมีคดีความตามมาตรา 112 หรือไม่ ก็ทราบว่ามีหมายจับผมออกมาในวันที่ 26 เมษายน 2556

ในการขอวีซ่าครั้งที่ 3 ในเดือนกันยายน 2556 ผมจึงจำเป็นต้องระบุระบุว่า ผมมีหมายจับตามมาตรา 112 ของไทย เพราะการใช้เสรีภาพในการเขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น มีจดหมายจากกองวีซาของฟินแลนด์ แนะนำว่าในวีซาทั่วไปอาจจะไม่คุ้มครองผมได้เพียงพอ ผมควรจะขอวีซาที่ให้การคุ้มครองทางนานาชาติด้วย (International Protection) ซึ่งก็คือการขอลี้ภัยการเมืองนั่นเอง

ก่อนตัดสินใจ ผมได้เดินทางไปที่ศูนย์พักพิงผู้ขอลี้ภัยเพื่อปรึกษา และได้เบอร์ทนายความที่เชี่ยวชาญเรื่องคดีลี้ภัยการเมือง ผมไปพบทนายที่สำนักงาน ซึ่งเธอก็แนะนำอย่างแข็งขันว่าผมควรเข้าสู่กระบวนการขอลี้ภัยทางการเมือง และเธอรับดำเนินคดีให้ การพบทนายก่อนดำเนินเรื่องช่วยผมได้มาก เพราะทนายจะแนะนำทุกขั้นตอนว่าควรจะทำอย่างไร และควรจะพูดอะไรแค่ไหน

ผมแนะนำทุกคนที่ต้องการข้อลี้ภัยการเมืองจริงๆ นะฮะว่า เดินทางเข้าไปที่ศูนย์พักพิงผู้ขอลี้ภัย หรือหน่วยงาน UNHCR ในประเทศนั้นๆ เพื่อขอคำปรึกษาเบื้องต้น ก่อนที่จะดำเนินเรื่องขอลี้ภัยฯ



เข้าสู่กระบวนการขอลี้ภัยการเมือง

แม้ว่าจะขอวีซ่าได้มาตลอด แต่การเปลี่ยนสถานภาพจากวีซ่าชั่วคราวรายปี มาเป็น "ผู้ลี้ภัยการเมือง" เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของประเทศฟินแลนด์ (และทุกประเทศ) ที่มีสวัสดิการให้ประชาชนครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย รวมทั้งทุนอุดหนุนเพื่อการเพิ่มศักยภาพชีวิตอีกมากมาย ต้องรอบคอบเช่นกัน เพราะเขาต้องต้นทุนค่าใช่้จ่ายของการจะต้องดูแลคนเพิ่มอีก 1 คน (อาจจะ) ตลอดชีวิต

นี่เป็นเรื่องที่คนที่ต้องการลี้ภัยก็จำต้องตระหนักยิ่งว่า ในการขอลี้ภัยในประเทศใดก็ตาม ถ้าเราไม่มีศักยภาพที่จะดูแลตัวเอง นั่นก็หมายความว่า ประเทศที่สอง หรือประเทศที่สาม จะมีศักยภาพดูแลเราได้อย่างดีแค่ไหน

การยอมรับผู้ลี้ภัยของทุกประเทศจะต้องอิงกับหลักปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ 14 คือ จะพิจารณาอยู่บนฐานหลักๆ ว่า ... ชีวิตของผู้ขอลี้ภัยทางการเมือง (ที่ไม่ใช่อาชญากร) จะไม่ปลอดภัย และจะถูกริดรอนสิทธิความเป็นมนุษย์อย่างไรบ้าง อันเนื่องมาจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเมืองในประเทศ ถ้าต้องถูกส่งกลับประเทศ ส่วนการดูแลจะดีมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศผู้รับเป็นหลัก


ขั้นตอนการขอลี้ภัยเริ่มเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2556 โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้คือ

ขั้นตอนที่ 1. แจ้งความจำนงกับตำรวจ พร้อมจดหมายที่แผนกวีซ่าส่งมาให้ ผมเดินทางไปแจ้งความประสงค์ขอลี้ภัยกับสถานีตำรวจ ขั้นตอนนี้จะหมายความว่า ตำรวจจะรับเรื่องของผมไว้ เพื่อส่งเรื่องต่อไปให้แผนกตรวจคนเข้าเมืองต่อไป ในขั้นตอนนี้ ตำรวจจะให้ผมพิมพ์นิ้วมือทุกนิ้ว สัมภาษณ์เก็บข้อมูลเบื้องต้น และยึดพาสปอร์ตผมไว้

เป็นวันที่เศร้าสำหรับผมที่สุดวันหนึ่งทีเดียว ที่มีพาสปอร์ต 3 เล่มที่อัดแน่นไปด้วยประวัติวีซ่าเดินทางเข้าหลายสิบประเทศ แล้วมาเหลือหลักฐานยืนยันความเป็นพลเมืองโลกเพียงกระดาษรับรองจากตำรวจเพียงแผ่นเดียว

คำแนะนำ ในขั้นตอนแรกนี้ เตรียมใจให้พร้อม เตรียมแฟ้มเอกสารเรื่องราวของเราไว้ในระดับหนึ่งที่มีน้ำหนักพอ แม้จะเป็นคนที่คิดว่ามีชื่อเสียงที่เมืองไทย ก็ให้ระลึกไว้ด้วยว่า คนที่เมืองนอกเขาไม่รู้จักเรา เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ขอให้ถ่ายเอกสารพาสปอร์ตของเราเก็บไว้ เพราะในขั้นตอนนี้ตำรวจจะยึดพาสปอร์ตไว้ ... ถ้ามีหนังสือรับรองจากหน่วยงานหรือบุคคลที่มีเครดิตรับรองเราได้จะช่วยได้เยอะ ... ทั้งนี้ ตำรวจจะทำหน้าที่เพียงรับเรื่อง รับเอกสารของเราพร้อมหลักฐานต่างๆ เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังแผนกวีซ่า ขั้นตอนนี้ขอให้ปากคำเท่าที่จำเป็น เพราะตำรวจชุดแรกนี้ ทำหน้าที่เพียงรับเรื่องราวของเราเพื่อส่งต่อ

ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทุกคน ในทุกขั้นตอน จะแจ้งสิทธิเราว่า ขอให้พูดความจริง ถ้าพบว่าให้การเท็จ เจ้าหน้าที่มีสิทธิส่งเรากลับประเทศและห้ามเดินทางเข้ามาประเทศนี้อีกตลอดไป และก็บอกเราว่าเรามีสิทธิจะอุทธรณ์คำตัดสิน


ขั้นตอนที่ 2. รายงานตัวที่ศูนย์พักพิงผู้ขอลี้ภัย เมื่อรับเรื่องราวของผมเสร็จแล้ว ตำรวจทำเอกสารให้ผม1 แผ่น ซึ่งเป็นหลักฐานการอนุญาตอยู่ในประเทศฟินแลนด์ในระหว่างดำเนินเรื่อง โดยให้ผมนำไปยื่นรายงานตัวยังศูนย์พักพิงผู้ขอลี้ภัย

ที่ศูนย์พักพึงผู้ขอลี้ภัยแห่งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ขอลี้ภัยแบบครอบคลุม มีทั้งนักสังคมสงเคราห์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานต่างๆ ... เนื่องจากผมพักอาศัยอยู่กับเพื่อน จึงขอไม่เข้ามาที่ศูนย์ฯ ในระหว่างการดำเนินเรื่อง แต่ต้องยืนสำเนาเอกสารสำเนาทะเบียนบ้านที่ผมมีชื่อพักอาศัยอยู่ให้กับศูนย์ฯ และเดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ตามนัดหมาย (หลักๆ คือ มาพบนักสังคมสงเคราะห์ มาพบพยาบาล)

คำแนะนำ แม้ศูนย์พักพิงที่ฟินแลนด์นี่จะได้ชื่อว่าไม่แน่นขนัด และสะอาดสะอ้านแล้วก็ตาม แต่คำแนะนำสำหรับผู้ลี้ภัยคือ ถ้ามีแหล่งพักพิงหรือมีคนให้อยู่อาศัยโดยไม่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิงฯ จะเป็นเรื่องที่ดีมากต่อสุขภาพจิต เรื่องนี้ผู้ขอลี้ภัยที่มีทางเลือก ควรจะเตรียมตัวหาแหล่งพักพิงไว้ก่อนที่จะดำเนินเรื่องขอลี้ภัย เพื่อขอใช้สิทธิอยู่เอง โดยไม่ต้องเข้าพักที่ศูนย์ฯ ถ้าไม่มีรายได้ ต้องยื่นบัญชีธนาคารให้เห็นว่าไม่มีศักยภาพทางการเงินพอ ทางศูนย์จะจ่ายเงินสนับสนุนให้ผู้ขอลี้ภัยใช้ประจำเดือน (ประมาณ 1 ใน 3 ของเงินสนับสนุนขั้นต่ำ)

ขึ้นตอนที่ 3 ตรวจโรค พยาบาลที่ศูนย์ฯ ทำเรื่องนัดแพทย์เพื่อส่งตัวผมไปตรวจสุขภาพ (จริงๆ คือ ตรวจว่าผมเป็นโรคร้ายอะไรหรือเปล่านั่นล่ะ)


ขั้นตอนที่ 4 ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณหนึ่งเดือนหลังเข้าแจ้งความจำนงกับตำรวจ ผมก็ได้รับการติดต่อมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปให้ปากคำ โดยเจ้าหน้าที่ถามผมว่าต้องการล่ามไหม ผมยืนยันว่าไม่ต้องการล่าม ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสื่อสารภาษาอังกฤษได้ (ข้าราชการฟินน์พูดอังกฤษกันได้คล่องปร๋อทุกคน) ขั้นตอนนี้ ก็อีกเช่นกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่สัมภาษณ์ผม เธอก็บอกว่า ตำรวจทำตามขั้นตอน เพื่อสอบปากคำตามพิธีการเพื่อส่งแนบไปกับเอกสารต่างๆ เพื่อส่งเรื่องต่อไปให้กับเจ้าหน้าที่แผนกตรวจคนเข้าเมือง โดยย้ำว่า การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ตม. และขึ้นอยู่กับการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง เธอย้ำอีกรอบว่า ต้องพูดความจริงเท่านั้น เมื่อให้ปากคำเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็อ่านทวนให้ผมฟัง มอบสำเนาให้ผม 1 แผ่นและส่งการบันทึกปากคำไปให้ทนายของผมเอง

คำแนะนำ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูมีมนุษยสัมพันธ์ดีแค่ไหนก็ตาม คำแนะนำก็คือ อย่าพูดเล่น อย่าพูดเกินจริง เตรียมข้อมูลที่สำคัญ ทางประเทศปลายทางต้องการรู้เพียงว่า ชีวิตเราไม่ปลอดภัยอย่างไรที่เมืองไทย และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรากลับประเทศไทย

หลังจากขั้นตอนที่ 4 เสร็จแล้ว ก็เตรียมตัวรอจดหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่แผนกกองตรวจคนเข้าเมือง เรียกไปสอบสัมภาษณ์อย่างเดียวเลยฮะ ขั้นตอนนี้อาจจะกินเวลาหลายเดือน

ขั้นตอนที่ 5 วันให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง ประมาณ 5 เดือนหลังจากดำเนินเรื่อง ผมก็ได้รับแจ้งจากศูนย์ฯ ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ส่งจดหมายนัดให้ผมไปสัมภาษณ์ในวันที่ 2 เมษายน 2557 ซึ่งผมก็รีบนัดหมายเพื่อพบกับทนายความ เพื่อการเตรียมตัว ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะนับตั้งแต่เริ่มดำเนินเรื่อง ผมได้ทยอยส่งเอกสารให้ทนายเกี่ยวกับงานและกรณีปัญหาของผมอ่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทนายก็ส่งไปให้เจ้าหน้าที่ ตม. รับทราบในระดับหนึ่งแล้ว แม้พวกเราจะไม่กังวลมาก เนื่องจากมั่นใจในความชัดเจนของคดี แต่เราก็ไม่ประมาท

คำแนะนำ ในขั้นตอนนี้ ให้เตรียมทำแฟ้มข้อมูล (แบบพิมพ์ใส่แฟ้มไว้) โดยเน้นประเด็นเรื่องผลกระทบที่เกิดจากการเมืองไทย และ/หรือจากมาตรา 112 ที่ชี้ที่ให้เห็นว่าคนที่อยู่ในอันตรายจากการเมืองไทยนั้น จะไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างไรบ้าง รวบรวมหลักฐานการถูกขู่ฆ่าทำร้ายร่างกาย รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวเองและครอบครัวประกอบ ถ้ามีหลักฐานที่เป็นคดีฟ้องร้องหรือหมายจับก็ยิ่งมีประโยชน์ ให้เตรียมหาเก็บเอาไว้

ขั้นตอนสุดท้าย การสัมภาษณ์ (อาจจะกินเวลาหลายเดือน และอาจจะมีการสัมภาษณ์หลายครั้ง)
ในวันสัมภาษณ์ 2 เมษายน 2557 เจ้าหน้าที่เตรียมล่ามไว้ให้ ผมได้บอกไปก่อนแล้วว่าขอล่ามอังกฤษ-ฟินน์ ทางเจ้าหน้าที่เตรียมเวลาไว้ทั้งวันสำหรับการสัมภาษณ์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงบ่ายสามครึ่ง ซึ่งทนายก็แนะนำผมไว้ก่อนแล้วว่า ให้พูดอย่างกระชับ เพื่อให้การสัมภาษณ์มันจบในครั้งเดียวเลย เพราะถ้าไม่จบต้องนัดใหม่ และเราก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกกี่เดือน เมื่อพวกเราพร้อม เจ้าหน้าที่เริ่มด้วยการอ่านสิทธิต่างๆ ให้ผมฟัง ย้ำอีกแล้วว่า ต้องพูดความจริงห้ามโกหก บอกผมว่าทุกคำให้การจะถูกบันทึกเทปไว้ และก็ถามว่า ถ้าถูกปฏิเสธ ผมจะทำอย่างไร ซึ่งผมก็บอกว่าถ้าฟินแลนด์ปฏิเสธรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยของผม ผมก็จะอุทธรณ์ไปยังศาลของอียู

เพื่อให้ผู้ขอลี้ภัยสามารถเล่าปัญหาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัว เจ้าหน้าที่หนักแน่นในการให้ความมั่นใจกับผมว่า ข้อมูลการให้ปากคำทั้งหมดจะถือเป็นความลับระหว่างผู้ขอลี้ภัยกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น (แม้แต่ทนายความก็อยู่ในจรรยาบรรณทนายความ เรื่องการรักษาความลับของลูกความ) เจ้าหน้าที่ก็ให้ผมเล่าเรื่องราวของผมไป - เล่าได้ยาวเลยล่ะที่นี้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ซักถามอะไรมาก แต่จะทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวไว้ - เนื่องจากประเด็นของผมมันชัดเจน และผมเตรียมเล่าอย่างเป็นขั้นตอน ... เร่ิมตั้งแต่ตัวผมเป็นใคร เกิดอะไรขึ้นถึงต้องลุกขึ้นมาเขียนบทความที่เป็นกรณีปัญหา จนไม่อาจกลับบ้านได้ และผมได้พยายามทำอะไรเพื่อเมืองไทยและเพื่อคนงานไทยมาก่อน และทำอะไรบ้างนับตั้งแต่ปี 2553 ที่ต้องลี้ภัย ที่สำคัญคือผมจะต้องพบเจอปัญหาและอันตรายอย่างไรบ้างถ้ากลับเมืองไทย ฯลฯ

ครึ่งวันแรกก็ให้การเสร็จ ในส่วนครึ่งวันหลังก็มาฟังการอ่านบันทึกคำให้การ และแก้ไขในส่วนที่มันคลาดเคลื่อน แก้ไขเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็จะพิมพ์ออกมาและอ่านทวนในส่วนแก้ไขให้ผมทราบอีกครั้ง เมื่อไม่มีอะไรแก้ไขอีก ก็พิมพ์ฉบับสุดท้ายออกมาให้ผมเซ็นรับรองเอกสาร และเจ้าหน้าที่จะให้สำเนาผมถือไว้ 1 ชุดด้วย

ทั้งนี้มีเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่บอกให้ผมส่งไปให้เพิ่มเติม โดยส่งผ่านทางทนาย เป็นเอกสารสองสามชิ้นที่ผมอ้างถึงในตอนสัมภาษณ์แล้วไม่ได้เตรียมไปยื่น รวมทั้งเอกสารการข่มขู่ที่ผมได้รับ และเรื่องคดีฟ้องร้องที่เมืองไทย พร้อมทั้งใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวของผมด้วย ซึ่งผมก็รีบทำส่งให้ทนายส่งเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว

คำแนะนำ สำหรับคนที่พูดอังกฤษได้ ในวันสัมภาษณ์นี้ ผมแนะนำให้ใช้ล่ามอังกฤษกับภาษาเจ้าบ้าน เพราะเจ้าหน้าที่และทนายจะได้ฟังออกด้วย ถ้าล่ามแปลตกหล่นทนายก็จะช่วยได้ ซึ่งกรณีของผม ทนายก็ช่วยเก็บประเด็นที่ล่ามตกหล่นไปสองสามหน ซึ่งถ้าเป็นล่ามไทย-ฟินน์ ผมและทนายและเจ้าหน้าที่ ก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่าล่ามแปลตรงและครบถ้วนหรือไม่

ประเด็นสำคัญคือ เตรียมประเด็นให้การให้แม่นยำและถูกต้อง เพราะในขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่เขามีสิทธิตรวจสอบข้อมูลของผู้ขอลี้ภัยด้วย ถ้าคำให้การเราพลาดเยอะ ก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของตัวเราด้วย ถ้าเตรียมแฟ้มเอกสารไปล่วงหน้าก็ดี (ในส่วนผมทนายพิมพ์บทความเจ้าปัญหา รวมทั้งหลักฐานว่าผมเป็นใคร ทำงานอะไรมาบ้าง ติดมาด้วย ไม่รวมส่วนที่ส่งไปให้ก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้ง ตม. ก็ยังมีหนังสือรับรอง 5 ฉบับที่องค์กรและบุคคลที่มีเครดิตเขียนรับรองให้ผมไว้แล้วด้วย)

อ้อ เตรียมลำดับการเล่าให้ดีนะฮะ อย่าวกไปวนมา เล่าประเด็นสำคัญๆ เป็นขั้นตอนไปว่า ว่า 1. เราคือใคร 2. เพราะอะไรต้องขอลี้ภัย 3. ถ้าทาง ตม. ส่งเรากลับบ้านจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา 4. หลักฐานแวดล้อมอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า นักโทษการเมืองหรือนักโทษมาตรา 112 จะต้องเผชิญอันตรายและการเลือกปฏิบัติอย่างไรบ้างในประเทศไทย ในกระบวนการศาลไทย หรือ ในคุกไทย เป็นต้น






หนึ่งเดือนหลังจากการสัมภาษณ์ ผมได้รับแจ้งให้ไปฟังผล และรับทราบว่าทางแผนกตรวจคนเข้าเมืองฟินแลนด์อนุญาติให้ผมอยู่ฟินแลนด์ในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง และให้บัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยถาวรที่มีระยะเวลาครอบคลุม 4 ปี

ผมคือคนไทยคนแรกๆ ก็ว่าได้ ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองที่ฟินแลนด์ ตลอดช่วงเวลาแห่งการดำเนินเรื่อง ผมได้รับการปฏิบัติจากทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศูนย์พักพิงผู้ขอลี้ภัย ทนายความ หมอ และเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง ด้วยความเคารพในความเป็นมนุษย์ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว ที่ผมจะรู้สึกว่าถูกดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีหรือถูกเลือกปฏิบัติ จากกระบวนการพิจารณาการขอลี้ภัยของผมครั้งนี้ - ผมขอขอบคุณฟินแลนด์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ ที่เคารพหลักการแห่งปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

- - - - - - - -

ก่อนตัดสินใจลี้ภัย ขอแนะนำให้เตรียมในประเด็นต่อไปนี้คือ

เตรียมใจและเตรียมตัว การขอลี้ภัยการเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก มันคือการขอเป็นประชากรของพลเมืองอีกประเทศหนึ่ง เพราะอยู่ในประเทศบ้านเกิดตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีฐานะทางการเงินที่ดีพอ มันหมายถึงเราจะต้องเป็นภาระในการดูแลของประเทศผู้รับ หรือของหน่วยงาน UNHCR ที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้นๆ ดังนั้น การพิจารณารับเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเชื่อถือในน้ำหนักแห่งเหตุผลที่ผู้ขอนำเสนอไป และมีเงื่อนไขที่ต้องตระหนักว่า ถ้าไม่ได้รับรองสถานภาพ ผู้ขอลี้ภัยจะถูกส่งกลับประเทศบ้านเกิด และจะถูกแบนจากการเข้าประเทศนั้นตลอดไป ทั้งนี้ถ้าเคยถูกปฏิเสธการลี้ภัยในประเทศหนึ่งแล้ว การจะไปดำเนินเรื่องไปอีกประเทศหนึ่งยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก ดังนั้น ถ้าจะขอลี้ภัยต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเราจะสามารถนำเสนอเหตุผลและหลักฐานได้มีน้ำหนักเพียงพอ โดยเฉพาะถ้าต้องการให้ได้รับการอนุมัติในเวลาไม่นานนัก

ทุกขั้นตอน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ตม. จะเน้นย้ำมากว่า ต้องให้ปากคำตามข้อเท็จจริง - การเตรียมการให้ปากคำจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก แนะนำว่าต้องปรึกษาทนายความหรือมีทนายความดำเนินคดี (ในกรณีที่มีการจัดหาทนายให้ฟรีให้ใช้บริการ กรณีของประเทศฟินแลนด์ รัฐบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทนายในกรณีให้ความช่วยเหลือผู้ขอลี้ภัย และผมโชคดีมาก ที่ได้ความช่วยเหลือจากทนายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ระดับต้นๆ ของประเทศ มันช่วยได้เยอะเลย)

ถ้าท่านขอลี้ภัยผ่านทางองค์กร UNHCR ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกัน ควรจะมีศักยภาพทางการเงินที่จะอยู่อาศัยในประเทศนั้นได้ การจะลี้ภัยไปประเทศที่สามจากกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นไปได้ช้ามากหรืออาจจะไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่มีเจ้าภาพหรือผู้ที่สนใจจะรับรองในประเทศที่ 3

ทุกประเทศในโลกนี้ที่ให้สัตยาบันปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่เป็นสมาชิกสหประชาติ มีภาระผูกพันตามบทบัญญัติมาตรา 14 ที่จะต้องดูแลผู้ลี้ภัยการเมือง


ดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม http://www.unhcr.org/cgi-bin/texis/vtx/home

30 ธ.ค. 13


How far one can remain unbending in the compromised-world.

เราจะยืนหยัดอย่างทรนงโดยไม่ก้มหัวให้กับโลกที่ประนีประนอมได้มากแค่ไหน


* * *

After the money gone, the paradise falls.



เมื่อเงินหมด สวรรค์ก็ล่ม!

- - - -



คลิปหลุดแห่งปี 

"พี่ผมเผารถมันแล้ว"

สัสจริงๆ

* * * 

ข่าวรัฐประหารนี่แม่ง
เป็นมาต่อเนื่องตั้งแต่ยิ่งลักษณ์หาเสียงเมื่อปี 2554 แล้วนะครับ
จนตอนนี้ก็ยังไม่เลิก "ข่าววงใน" เรื่องรัฐประหารกันอยู่

แม่งประเทศนี้ มีเพียงรัฐประหารเท่านั้นหรือที่เป็นตัวตัดสินชะตากรรมการเมือง
แต่อย่าลืมนะฮะ รัฐประหารไม่สำเร็จก็หลายครั้งนะครับ

และรัฐประหารแต่ละครั้ง ก็มี aftershock ต่อนายทหารตลอดเหมือนกัน
แม้ว่านายทหารที่ทำรัฐประหารจะไม่เคยถูกลงโทษ
แต่สังคมก็พูดถึงกันอยู่ตลอดเวลา
และนายทหารที่ทำรัฐประหาร
ก็ไม่สามารถมองหน้าสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผยอีกต่อไป

ประยุทธ์ จะเสี่ยงทำรัฐประหารเช่นรุ่นพี่จรืงหรือ?

* * *



It seems that a Thai princess herself is also favouring ornaments and decorations of Thai national flag colours, symbolically used for showing 'love Thailand' like those members of Suthep's mob.

Not surprise, since the Thai palace has been famous for showing their support to royalists' movements since the cold war.

29 ธ.ค. 13

อ้าวไม่อยู่ยึดเมืองกรุงเทพกันหรือจ๊ะ

ไปเที่ยวจังหวัดที่ดูถูกชาวบ้านชาวช่องไว้เยอะ
และไม่ต้องการยอมรับหนึ่งคนหนึ่งสิทธิ
และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง
กลับมาถึงเมืองสวรรค์หลังปีใหม่
ก็ขอให้มีความละอายใจกันบ้างเน้อ

หวังว่าหลังปีใหม่พวกคนหนุนม็อบเทพ
จะออกมาร่วมกันเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2014


คุณกำลังสู้อยู่กับใคร ??
A picture from Bangkok today.

After announcing that the Suthep's mob will take control of Bangkok after the New Year Holiday. This picture shows that the mob is making many bunkers around Bangkok. What are they thinking?


28 ธ.ค. 13

นอกจากเสื้อ Free Somyot แล้ว
ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งเสื้อยืดรณรงค์ที่อยากได้มาก
เสียดายอยู่ไกลเลยไม่ได้ใส่เสื้อยืดรณรงค์เหล่านี้

แต่สำหรับคนที่อยู่ใกล้
และหาซื้อได้ รีบไปหาซื้อเลยนะฮะ


1=1=1=1=1
แสดงจุดยืนทางความคิดว่า "คนเท่ากัน"
จะหญิง-ชาย-เพศทางเลือก
จะมีการศึกษาจนจบสูงถึงขั้นไหน
หรือไม่มีการศึกษาในระบบเลย
จะประกอบอาชีพใด ก็ตาม
หรือจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร
ทุกคนต่างเป็นคนเหมือนๆกัน
ต่างมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงในการเลือกตั้ง
 
* * *


คำเตือน: กรุณามีสติกับโพสต์นี้ อย่ามือไวไลค์หรือแชร์ ก่อนจะได้อ่าน!! เพราะทุกท่านมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันที่จะไลค์หรือแชร์ก็ได้...

ขอสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ 2475 ...
ไม่ใช่ประชาธิปไตยหลังรัฐประหาร 2490 นะครับ

* * *

เผอิญสุเทพไม่ใช่จอมพลสฤษดิ์
และ 2556 ไม่ใช่ 2500

โมเดล 2500 ยังไงก็ไม่สำเร็จ
แม้แต่โมเดล 2549 หรือ 2551
ก็ไม่มีทางสำเร็จ

แม้คนกลุ่มหนึ่งจะไม่เปลี่ยน
เพราะได้ประโยชน์จากความมืดบอดของสังคม

แต่กูเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย
ตาสว่างเยอะมากกว่าทุก พ.ศ. ที่กล่าวมา

* * *
All courage to Cambodian's garment workers.

Their wages should have been increased to 200 Dollars a month, in comparing very high cost of living in Phnom Penh.

สนับสนุนการต่อสู้เรียกร้องค่าแรงของคนงานตัดเย็บเสื้อผ้า 400,000 คน (โดยส่วนมากเป็นแรงงานหญิง) ที่เขมร ...

ค่าแรงของพวกเขาควรจะขึ้นถึง 200 ดอลลาร์ต่อเดือนด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงมาที่พนมเปญ



100,000 people gathered!!

หลังจากตำรวจกว่าสี่พันนายเข้าบุกค้นสำนักงานใหญ่ของสภาแรงงานเกาหลี KCTU ขบวนการแรงงานเกาหลีประกาศสไตรค์เพื่อต่อต้านความรุนแรงของตำรวจและรัฐบาลเกาหลีที่ทำกับขบวนการแรงงานที่นั้น ในวันนี้ 28 ธันวาคม 2556

ข่าวบอกนี้มีคนงานนับแสนคนมาร่มชุมนุมกลางเมืองโซล

27 ธ.ค. 13


พรรคพลังประชาธิปไตย เบอร์ 8 มีปาร์ตี้ลิสแค่ 7 คน ดร.ประแสง อาสาปิดท้าย ช่วยกันเลือกเยอะๆให้ ดร.ประแสงเข้าสภาด้วยนะคะ
ยึดมั่นทำตามนโยบาย
นโยบาย "พรรคพลังประชาธิปไตย"
1 สร้างรัฐสวัสดิการ เป็นระบบครบวงจร จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน
2ต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ทำสงครามปราบคนโกงแบบเข้มข้
3 จัดสรรสพรรยากรของชาติให้เป็นธรรม ดิน น้ำ ลม ไฟ
4 กระจายอำนาจแบบแท้จริง เพิ่มสัดส่วนงบประมาณท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง
5ปฏิรูปการเมืองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นิรโทษกรรมประชาชนคดีการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

*****ฟังเสียงสมาชิกพรรคในการกำหนดนโยบาย หยิบกฎหมายภาคประชาชนทุกฉบับที่ปัดตกมาเสนอให้กับรัฐสภา เช่น พรบ.ประกันสังคมฉบับผู้ใช้แรงงาน ดันความเห็นของ ครก.ต่อไป
 — with 

Jittra Cotchadet, a former president of Triumph workers union in Thailand is joining a new political party, The Power of Democracy, for the coming election. All the best for Jittra.

* * *
กกต. ไม่มีหน้าที่มากดดันรัฐบาลให้เลื่อนการเลือกตั้ง
แต่มีหน้าที่แนะนำรัฐบาลและทำทุกทางเพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินการไปได้ตามกำหนดการ


* * *
พวกองค์กรอิสระที่อยากล้มรัฐบาลกันเต็มแก่
ไม่ว่าจะ กสม. กกต. ศรธ. ปปช. หรือจะอะไรตามมาอีกมากมายก็ตาม
ที่เรียงหน้ากันมาอย่างไม่มีความละอายเพื่อหนุนม็อบ กปปส.

นอกจากพวกท่านไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว
ยังใช้อำนาจหน้าที่อย่างผิดๆ อีกด้วย
โดยการใช้อำนาจหน้าที่มาต่อรองและกดดันเรื่องการเมืองกันอยู่ตลอดเวลา

ไม่ว่าพวกท่านจะอ้างด้วยถ้อยคำสวยหรูว่าเพื่อยุติความรุนแรงก็ตาม
เมื่อจุดยืนของพวกท่านเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย
การใช้อำนาจหน้าที่ของพวกท่านอย่างผิดๆ
ก็ถูกตีความได้อย่างเดียวว่า
พวกท่านกำลังร่วมกันทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

* * *
งานนี้ผมเข้าใจตำรวจไทยนะฮะ
เพราะกว่าเดือนที่ผ่านมา
ตำรวจไทยพยายามทำหน้าที่อย่างระมัดระวัง
เพื่อไม่ให้ความรุนแรงที่พยายามยั่วยุของม็อบสมความปรารถนา

ในขณะที่ม็อบและแนวร่วมหนุนหน้าหนุนหลัง
ก็พยายามเหลือเกินที่จะให้รุนแรง
เพราะพวกเขาเชื่อว่า
เมื่อเริ่มนับศพ พวกเขาก็จะมีความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งเดือนที่ผ่านมาต้องขอบคุณตำรวจไทยจริงๆ ที่อดทนอดกลั้นอย่างที่สุด
เพราะเข้าใจความเปราะบางและหล่อแหลมของสถานการณ์การเมืองไทย
และก็เสียใจที่ตำรวจต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต
ในการทำหน้าที่นี้

การแสดงออกครั้งนี้ของตำรวจ
เป็นที่เข้าใจได้

* * *

แม้แต่คนสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
ก็ยังสุดทนกับพฤติกรรมม็อบเทพ

ปชป. ก็อาจจะไม่สนใจอยู่เช่นเดิม
เพราะ ปชป. ตอนนี้กำลังเป็นหมาบ้าเลือด
ไม่สนใจเสียงตักเตือนใดๆ ทั้งนั้น

มันไม่เหลือความมีเหตุผลใดๆ แล้ว
ในหมู่แกนนำประชาธิปัตย์
ที่กำลังเล่นสงครามอัตตา
โดยไม่สนใจว่าชาติจะเสียหายล่มจมขนาดไหน

แต่ก็สนับสนุนให้ผู้สนับสนุนพรรคปชป.
ร่วมแสดงออกเพื่อกดดันพรรคมากขึ้นฮะ

* * *

ผมเสียใจกับการตายเพราะการเมืองทุกครั้ง
และผมก็ยิ่งตระหนักถึงความหมายแห่งการมีชีวิตด้วยสติปัญญามากขึ้น
เมื่อเห็นการตายเพราะการเมือง

แม้ผมจะเป็นคนทำงานลุย และงานเสี่ยงเป็นส่วนใหญ่
แต่ผมก็รักชีวิต และเป็นคนระมัดระวังเรื่องการใช้ชีวิตพอสมควร
ผมตั้งปฏิญาณกับตัวเองตลอดมาว่า
ถ้าป้องกันการตายได้ก็จะ safety first ตลอด

และถ้าจะตายเพราะการเมืองหรือเพื่อการเมือง
ผมขอตายเพื่อสิทธิและเสรีภาพของคนที่ถูกเอาเปรียบ และเพื่อสิทธิความเป็นคนเท่าเทียมกัน

ถ้าผมไม่มีสติปัญญาพอ
จนยอมออกไปตายเพื่อช่วยอภิสิทธิชนล้มสิทธิ "คนเท่ากัน"
ผมคงแม้ตายไปแล้ว
ไม่ว่าจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์หรือไปกาแลกซี่เนบิวลา ก็ตาม
ก็คงต้องอยู่กับความละอายใจไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์

* * *

ยิ่งลักษณ์เป็นนายกหญิงคนแรก และอภิสิทธิ์เป็นนายกชาย

ความปลิ้นปล้นอสัปปรับของอภิสิทธิ์ไม่ได้แสดงว่าเขาเป็นหญิง
เขาก็เป็นแค่อดีตนายกรัฐมนตรีเพศ "ชาย" ที่ปลิ้นปล้อนสัปปลับ

ในฐานะเพศหญิงคนหนึ่ง
ขอประท้วงการพยายามโยนอภิสิทธิ์ให้มาเป็นหญิงเพราะความเลวของเขา

* * *

สังคมไทยควรจะเลิกโยนผู้ชายที่มีพฤติกรรมเลวๆ ปลิ้นปล้อนสัปปลับ
เห็นแก่ตัว และไม่เป็นผู้นำที่มีเหตุผล
ให้เขาเป็นตุ๊ด เป็นเกย์ หรือเป็นผู้หญิงได้แล้ว

ผู้ชายเลวก็คือผู้ชายเลววันยังค่ำ
ผู้ชายเลวไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย

ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น
ความเลวของใครก็เป็นเรื่องของคนนั้น
ไม่ใช่เพราะเขาเพศอะไร หรือเลือกเพศอะไร หรือต้องเป็นเพศอะไร

* * *



หมาตัวเล็ก เห่า บ๊อก บ๊อก น่ารัก
นั่นนะซิครับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

บ้านเมืองจะเดินได้ทันที
เมื่อคุณและพรรคประชาธิปัตย์นั่นล่ะ
หยุดทำทุกพฤติกรรมที่คุณกล่าวมา

* * *

ผมไม่เข้าใจคนที่มีการศึกษาที่สนับสนุนการกระทำของม็อบเทพ
ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อการเมืองปลอดนักการเมืองโกงกินบางตระกูล

พวกคุณลืมไปหรือว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ
ก็เป็นตระกูลนักการเมืองที่ได้ชื่อว่าโกงกินมากที่สุดตระกูลหนึ่งในประเทศไทย
โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติที่พวกคุณหวงแหนกันหนักหนา

* * *


จับได้แล้ว! "เทพพงษ มูลสมบัติ" ผู้ชุมนุมม็อบ กปปส. ที่ "ขโมยชุดตำรวจไปใส่" หลอกให้เครือข่ายสังคมออนไลน์เข้าใจผิด เพื่อโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยในขบวนการ จะมีแฟนเพจกระบอกเสียงม็อบกปปส.กุข่าวใส่ร้ายว่าตำรวจทำร้ายทรัพย์สินราชการแล้วโทษม็อบ กปปส.

อ้าว มีแบบนี้ด้วย
แล้วม็อบ กปปส. จะอ้างว่าไงอีกล่ะเนี่ย?

* * *

อืม ...อืม
คำถามนะครับ

ถ้ามันพิสูจน์กันชัดเจนว่าใครบางคนในวัง ให้การสนับสนุนม็อบกบฎเทพ

จะมีกระบวนการทางกฎหมาย สังคม และการเมืองในรูปแบบใดได้บ้าง ที่สามารถใช้จัดการกับใครบางคนในวัง ที่หนุนการล้มประชาธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าทำการกบฎ

26 ธ.ค. 13

ม็อบเทพกระหายเลือดเหลือเกิน
ต้องร้ายกาจขนาดนี้เพื่ออะไรครับ

เคยเห็นแต่คนยอมตายเพื่อประชาธิปไตย

แต่การตายเพื่อคงความเป็นทาส และเพื่อล้มประชาธิปไตยนี่คงมีที่ประเทศกรุงเทพที่เดียวนี่ล่ะครับ

* * *

มากราบขอประทานพร จากองค์ต้นราชสกุล กฤดากร.. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ วัดชนะสงครามฯ กับคุณแม่ค่ะ

เธอกำลังสานต่องานของราชสกุล ที่พยายามทำการกบฎมาครั้งหนึ่งแล้ว ในนามกบฎบวรเดช ที่พยายามคืนพระราชอำนาจให้ ร. 7 แต่ไม่สำเร็จ บวรเดชต้องลี้ภัยไปต่างแดนหลายปี

ตอนนี้หญิงสาวตระกูลสูงจบนอกผู้นี้ กำลังนำม็อบก่อกบฎอีกครั้งเพื่อสถาปนาราชาธิปไตย ตามรอยบรรพบุรุษ

เฮ้อ... พวกราชสกุลนี่ไม่เคยยอมรับประชาธิปไตยและคนเท่ากันได้เสียที

* * *

จะปิดกรุงเทพหรือ?

จะรอดูว่าคนกรุงเทพเขาจะยอมให้ม็อบปิดเมืองกรุงหรือไม่
ถ้าคนกรุงยอมให้ม็อบปิดเมือง
กูก็ว่าแยกกรุงเทพเป็นประเทศกรุงเทพไปเลยเหอะ

ถ้ามันจะไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตยที่จะอยู่กับคนทุกจังหวัดในประเทศไทยไม่ได้จริงๆ

* * *


ไหนพวกคุณบอกว่า ชุมนุมโดยสงบ ซ้อมเสียสลบ ...
น่าสะเทือนใจจริงๆ ที่คนขับแท็กซี่คนนี้ต้องเป็นเหยื่อแห่งความคลั่ง

นับตั้งแต่ 30 พ.ย. มาถึงตอนนี้ ผู้เสียชีวิตมันหลายคนแล้วนะครับ

แต่ทั้ง กกต. กสม. ศรธ. ต่างก็ไม่เห็นความรุนแรงที่ คปท. และ กปปส. กระทำมาต่อเนื่องร่วมเดือน

โอ่ละหนอ ... มันโกงกันชัดๆ เห็นๆ

* * *

Protesters in Thailand are demanding the end of electoral democracy, saying it is a dictatorship by the majority that came to power buying votes and is ruling the country through corruption. They are calling for a rule instead by “moral” people whom they would select without a popular election. They represent a threat to Thai democracy that remains fragile after a decade of turmoil.

25 ธ.ค. 13

อ้าวไหนประกาศว่าจะเลิกปิดกั้น แต่ทำไมบุกยึดล่ะ

มีอะไรบ้างไหมที่พรรคกบฎนี่ทำตามคำพูด ...

คนที่แม้แต่คำพูดก็รักษาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
มันไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมานิยามมันได้แล้ว

  • ภาพเหตุการม็อบกบฏบุกยึด สนามกีฬา ขณะที่เจ้าหน้าที่ ตร.ส่วนใหญ่ได้ออกมาทานข้าวด้านหน้า อีกส่วนก็กำลังทานข้าวอยู่ในพื้อที่ ตร. แทบวางชามข้าวไม่ทันเพราะม็อบเหี้ยบุกยึดสายฟ้าแลบเลยถูกบุกเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่บุกยึดพื้นที่อย่างง่ายดาย

    ใจคอมึนจะไม่ให้เจ้าหน้าที่ได้ทานข้าวกันเลย ไอ้ม็อบเหี้ย...
* * *

วิถีคิดแบบเดียวกันไม่ว่าจะพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย

ก็ยังอยู่ในวิธีคิดสยบต่อวิถีความคิดทางการเมือง "บนลงล่าง"

และคงอำนาจกำกับนโยบายประเทศไว้ในกลุ่มมาเฟียเก่า ซึ่งก็ได้แก่ ทหาร ข้าราชการโดยปลัดกระทรวง อธิการบ่ดี และพวกประธานหอการค้า ฯลฯ ... กันอยู่กันต่อไป

พวกนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศไทยมาตลอดมิใช่หรือ
แล้วมาให้สิทธิเขากำกับกติกาการปฏิรูป แล้วมันจะปฏิรูปได้อย่างไร?

แม้ประชาชนจะเติบโตทางความคิดและความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้นแล้วก็ตาม ...

แต่ไม่ใช่แค่เฉพาะสถาบันไดโนเสาร์ทั้งหลายเท่านั้น ... นักการเมืองไม่ว่าค่ายไหน ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการของประชาธิปไตยไทย

สงสารคนที่ทุ่มเทให้เพื่อไทยจริงๆ!

* * *
ในสภาวะการเมืองที่สถาบันพระประมุข
ไม่ได้แสดงให้สังคมเห็นชัดเจนว่าฝักใฝ่ประชาธิปไตย
มีแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังออกมาครั้งหนึ่งเตือนเรื่องการใช้พระฉายาลักษณ์ทางการเมือง
มีฟ้าชายออกมาแนะให้เจรจา

ภาพของฟ้าหญิงภาพนี้
ถ้าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยเสรี
ฟ้าหญิงคนจะถูกสื่อและสังคมตั้งคำถามถึงท่าทีทางการเมืองของฟ้าหญิงแน่ๆ

ว่าทรงสนับสนุนม็อบ กปปส. ใช่หรือไม่
เพราะทรงใช้สัญลักษณ์และท่วงทำนอง เดียวกับ กปปส.

แต่เมืองไทยแม้ฟ้าหญิงไม่อยู่ในข่ายได้รับการคุ้มครองจากมาตรา 112
การจะวิจารณ์กันในเนตหรือแชร์ภาพก็ยังไม่กล้าจะทำกันเลย

ภาพและข้อเขียนของฟ้าหญิง
เป็นภาพที่ทำให้นึกถึงงานพระราชทานงานศพน้องโบว์
และทำให้ข้อกังขาเรื่องวังหนุนม็อบกบฎ
ค่อยๆ ชัดขึ้นไปด้วยหรือเปล่า?

* * *

มันไม่มีอะไรที่เป็นกลางอย่างแท้จริงหรอกที่เมืองไทย
ไม่ว่าจะทางการเมือง กระบวนการยุติธรรม หรือแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเอียงเข้าข้างชนชั้นสูง นายทุน หรือผู้มีอำนาจในประเทศมากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

ชาวบ้านชาวช่องก็ต้องยอมอดทนมากกว่า และเสียสละมากกว่ามาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบใดหรือด้วยพรรคการเมืองใดก็ตาม

* * *

เมื่อสื่อไทยมันไม่ทำงาน

การวิจารณ์หรือบอยคอตบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลสาธารณะ นายทุน หรือคนของวัง
ที่เข้าร่วมหรือแสดงออกอย่างชัดเจนของการสนับสนุนกบฎ กปปส.

จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทย ทั้งในและนอกโลกไซเบอร์

24 ธ.ค. 13

คนที่ผมทำงานด้วย 80%-90% ตลอดชีวิตไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก
และไม่ได้จบปริญญาแม้แต่ใบเดียว

ในขณะที่หลายคนพูดเรื่องสิทธิที่ควรจะมีมากกว่าเท่าใด สำหรับคนที่เรียนจนจบปริญญา ผมกลับรู้สึกรวดร้าวใจว่าทำไมถึงไม่พูดเรื่องว่า ...

ทำอย่างไรให้คนในประเทศนี้ ได้เข้าถึงการศึกษาจนได้ปริญญาตามความคิดความฝันกันทุกคน โดยที่ไม่มีเรื่องวุฒิการศึกษามาเป็นเครื่องแบ่งชนชั้นคน

แค่เรื่องสถานะทางสังคม หน้าที่การงาน ชาติตระกูล และเศรษฐกิจ ที่แบ่งชนชั้นคน จนผู้คนที่ต่ำต้อยด้อยชนชั้นกว่า แทบจะไม่สามารถเงยหน้าและยืนตัวตรงได้อย่างสง่าผ่าเผยกันทั้งประเทศ ก็แย่มากอยู่แล้ว

ทำไมเราจะต้องทนเห็นเยาวชนมากมายต้อง หยุดเรียนเมื่อจบภาคบังคับอย่างกระท่อนกระแท่น เพื่อหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว ...

เพียงเพราะวิถีคิดทางสังคมไทยมันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีการเสียสละอนาคตของคนในครอบครัว - ถ้าไม่ใช่พ่อ ก็แม่ หรือไม่ก็พี่สาว พี่ชาย เพื่อให้คนใดคนหนึ่งในครอบครัวได้รับอนาคตที่ดีกว่าตัวเอง!

* * * 

ตอนนี้กูฟังเพลงเพื่อชีวิตไรเหี้ยในอดีตไม่ได้เลย พับผ่า
มันขัดแย้งกับตัวศิลปินคนร้องในปัจจุบันจนเกินทน

เลยได้แต่ฟังเพลงลูกทุ่งอกหักรักคุดหรือแอบรักใครไปก็ช่างมันเถอะ

ไม่อยากต้องมานั่งเปรียบเทียบเนื้อหาเพลงกับพฤติกรรมของคนร้อง

* * *

ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนฝูงที่เข้าสู่ถนนการเป็นผู้แทนทุกคนนะครับ

สำหรับคนชอบเขียน ...
วันนี้จะจัดกระเป๋า ทำความสะอาดบ้าน เตรียมเดินทางไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ภาคกลางของฟินแลนด์นะครับ

* * *

ดูชื่อพรรคการเมืองแล้วเห็นนิมิตหมายที่ดีของการมีพรรคการเมือง - ที่ตามชื่อพรรค - ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มของประเด็นด้วย

รักใครชอบใครก็เลือกกันได้อย่างเสรีนะฮะ

  • พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีทั้งหมด 35 พรรคการเมือง มีรายชื่อดังนี้

    รายชื่อ 35 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีรายชื่อดังนี้

    1. พรรคเพื่อไทย
    2.พรรคชาติไทยพัฒนา
    3.พรรคกสิกรไทย
    4.พรรคดำรงไทย
    5.พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า
    6.พรรคถิ่นกาขาว
    7.พรรคประชาธิปไตยใหม่
    8.พรรคชาติพัฒนา
    9.พรรคพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
    10.พรรคพลังประเทศไทย
    11.พรรคเสรีนิยม
    12.พรรครักไท
    13.พรรคไทยมหารัฐพัฒนา
    14.พรรคชาติสามัคคี
    15.พรรคเสียงประชาชน
    16.พรรครักษ์สันติ
    17.พรรคภราดรภาพ
    18.พรรคพลังสหกรณ์
    19.พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย
    20.พรรคแทนคุณแผ่นดิน
    21.พรรคพลังประชาธิปไตย
    22.พรรคเมืองไทยของเรา
    23.พรรคประชาสันติ
    24.พรรคพลังไทยเครือข่าย
    25.พรรคไทยรักธรรม
    26.พรรคยางพาราไทย
    27.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน
    28.พรรคคนขอปลดหนี้
    29.พรรคพลังไทยรักชาติ
    30.พรรคประชาสามัคคี
    31.พรรคเพื่อสันติ
    32.พรรคภูมิใจไทย
    33.พรรครักประเทศไทย
    34.พรรคพลังเครือข่ายประชาชน
    35.พรรคประชาธรรม
    http://news.voicetv.co.th/democracycrisis/92096.html  


* * *


ฟังเพลงนี้แล้วชอบมาก

เอามาฝากคนที่อกหัก

คติของกูคือ "อกหักคือโอกาสแห่งการพบเจอรักใหม่"

ก็ในเมื่อ ในโลกไร้พรมแดนนี้ มีประชากรถึง 2,000 ล้านคน
ที่เข้าข่ายเป็นแฟนใหม่เราได้เสมอ

เปิดตา เปิดใจ ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ นะฮัฟ

ขอให้คนอกหักพบรักใหม่กันเร็วๆ ทุกคนเน้อ


* * *





Great work Clean Clothes Campaign.

โครงการรณรงค์เพื่อเสื้อผ้าสะอาด และองค์กรแรงงาน ร่วมกันผลักดันให้ลูกค้าของโรงาน Rana Plaza ที่บังคลาเทศถล่มจนส่งผลให้มีคนงานถึง 1100 คนเสียชีวิต ได้ร่วมกันจัดตั้งแผนการระดมเงินทุน 40 ล้านดอลลาร์ (1200 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าชดเชยให้ครอบครัวคนงานที่เสียชีวิต และคนงานที่บาดเจ็บ ...

เยี่ยมมาก CCC เป็นความคืบหน้าที่สำคัญทีเดียว

* * *

ฟังเด็กน้อยคนนี้แล้วขนลุกซู่ตลอด
ด้วยความเจ็บปวดปลาบแปลบในหัวใจ

นี่คือผลิตผลแห่งสงครามการโฆษณาชวนเชื่อที่ผิดๆ
ที่บ่มเพาะความเกลียดชังลงไปยังเด็ก

ที่ใช้เด็กให้เป็นเครื่องมือเพื่อการเมืองของคนแก่

เศร้าจริงๆ ครับ

* * *

นั่ง upload เวบฮะ และไม่ได้ฉลองคริสต์มาส

ผมพยายาม upload ข้อเขียนทั้งหมดของปีนี้ขึ้นไว้ที่เวบไซด์ของตัวเอง
แม้มันจะเป็นเวบที่ไม่ได้มีคนอ่านมาก
และก็ใช้เวลาในการ upload ข้อมูลพอสมควร

แต่ผมก็ถือว่าเป็นการบันทึกข้อเขียนไว้สำหรับการมองดูการเคลื่อนไหวทางการเมืองของปี 2013 และก็เพื่อเป็นของขวัญให้กับคนที่ติดตามข้อเขียนของผมด้วย

เพราะปีนี้ ผมคงไม่ทำออกมาเป็นรูปเล่มเหมือนปี 2012 อีกแล้ว เพราะการทำรูปเล่มก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเหมือนกัน และปีนี้ผมอยากใช้เวลาไปกับการเขียนหนังสือเป็นรูปเล่มมากกว่าครับ

จะพยายาม upload ข้อเขียนของปีนี้ให้เสร็จภายในสิ้นปีฮะ เพื่อเป็นการตอบแทนมิตรภาพและกำลังใจจากทุกคนด้วยครับ

* * *

3 ปีกว่ามาแล้ว กับชีวิตของผู้เลือกไม่อยู่เมืองไทยภายใต้มาตรา 112
ผมยังจัดการปัญหาชีวิตหลายเรื่องไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่ผมทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คือ "ทำใจ"
และก็ "นิ่ง" รับกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นเยอะครับ

23 ธ.ค. 13

สงสารประเทศไทย ที่ยังสามารถถูกปิดประเทศด้วยระบบการเมืองฟาสซิสต์ กันในศตวรรษที่ 21 หลังจากที่ประเทศอื่นๆ เขาทะลายวิถีการเมืองฟาสซิสต์กันไปจะหมดแล้ว

* * *

สื่อมวลชนโวย ม็อบทำเกินไปแล้ว การ์ดกระแทกเบียด เทน้ำราดสื่อมวลชน โดนกล้องทีวีตัวละเป็นแสนๆ พังคามือ
กปปส. ถ่อยจนแทบไม่น่าเชื่อว่าม็อบ "ผู้ดี" "คนรวย" จะถ่อยกันถึงขนาดนี้
และ ณ ขณะนี้ พวกเขาไม่สนใจใยดีกับข้ออ้าง "รักในหลวง" อีกต่อไป

เพราะแม้แต่ถ้าในหลวงจะห้ามพวกเขาตอนนี้ ก็อาจจะไม่สามารถหยุดม็อบนี้ได้
* * *

ที่ป่วนกันขนาดนี้ และต้องแรงขึ้นเรื่อยๆ ดันให้มีคนตายให้ได้ ... 
ด้วยข้ออ้างเรื่อง พรบ. นิรโทษกรรม มาสู่สภาประชาชน และการปฏิรูปประเทศ ณ ขณะนี้

เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงก็คือ ขอนั่งบริหารประเทศโดยไม่ต้องเลือกตั้ง ก็เท่านี้ล่ะ


* * *

7องค์กรเอกชนออกแถลงการณ์ ปฏิรูปปท.ไทย #voicelive via@pakapong_report

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://shows.voicetv.co.th/voice-news/91969.html
ถ้ากลุ่มเรียกร้องปฏิรูปประเทศไทยไม่แตะต้องสถาบันกษัตริย์ ไม่มีเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในข้อเสนอแนะ ... ยังไงๆ คำว่า "ปฏิรูป" มันก็เป็นเพียงแค่การพ่นน้ำลายเท่านั้นเอง

* * *

คุยกับคนฟินน์ ที่บอกว่า ในการต่อสู้ระหว่างค่ายอภิสิทธิชนกับประชาชนที่ถูกเอาเปรียบในสังคม เพื่อสลายชนชั้นและความเหลื่อมล้ำ (ที่สูงมาก) ในประเทศ

จนมาสู่ประเทศที่ได้ชื่อว่าช่องว่างคนรวยจนต่ำสุด และมีสวัสดิการประชาชนครอบคลุมทุกด้าน และความเป็นชนชั้นที่เด่นชัดหายไปเยอะ (แต่ยังมีการเหยียดผิวและเหยียดชาติอื่นอยู่ในหมู่คนฟินน์)

มันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองระหว่างคนรวยและคนจนได้ (พ.ศ. 2461 - ซึ่งส่งผลให้มีคนตายถึงร่วม 40,000 คน และเป็นโศกนาฎกรรมประเทศที่ยังเจ็บปวดอยู่จนถึงปัจจุบัน)

ผมก็บอกว่า พัฒนาการของประชาธิปไตยในในประเทศไทยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา ที่ยังถู่ลู่ถูกังไปกับการเมืองอภิชนาธิปไตยอยู่เช่นนี้ ก็เพราะหลีกเลี่ยง "โศกนาฎกรรม" ของประเทศนี่ล่ะ ...

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไทยจะหลีกเลี่ยงได้ตลอดไปไหม เพราะความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นสูงมากติดอันดับโลก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่ด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ...

แต่ยังรวมไปถึงในด้านสิทธิและเสรีภาพ สิทธิในการกำกับการเมือง ภายใต้หลายมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรม และปัญหาาในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรของชาติของคนพื้นที่และคนจนก็ยังมีอยู่มากด้วย

ไทยหลีกเลี่ยง "โศกนาฎกรรมประเทศ" มายาวนาน 80 ปี โดยปล่อยให้อภิสิทธิชนนายทุนและนายจ้าง สั่งสมการได้เปรียบ การขูดรีด ทำนาบนหลังคน และริดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนคนชั้นล่างในทุกๆ ด้านมาอย่างยาวนาน ...

80 ปีแห่งความอดทน อดกลั้น ของคนชนบท และคนไทย จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองกันได้จนตลอดรอดฝั่ง เพื่อเขียนประวัติศาสตร์โลกว่า "การเปลี่ยนผ่านการเมืองเพื่อสลายสังคมศักดินาชนชั้นอย่างสันตินั้นเป็นจริงได้" ได้หรือไม่?

* * *

เห็นด่า "กะหรี่" กันซะเหลือเกิน

กูพูดตรงๆ นะ
ไม่ว่าจะเป็น "กะหรี่" คนไหนก็ตาม

กูมั่นใจว่าเธอยังจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดีกว่า
ลูกขุนนางจบอ๊อกฟอร์ดที่ชื่อ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ
- - - -

กูเคารพกะหรี่ไทย
แต่กูไม่มีความเคารพให้กับพรรคประชาธิปัตย์

เพราะนับตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
ประเทศไทยก็เสวยสุขบนร่างกายและรายได้ของกะหรี่ไทยนี่ล่ะ

แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2489
ไม่เคยมีผลงานใดให้เห็นจนจดจำได้เลยว่า
ช่วยส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชาติ